“รากฟันติดเชื้อ ส่งผลอะไรต่อร่างกาย”

“Percision Medicine ทางเลือกใหม่สำหรับการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็ง”
5 เทคโนโลยีแห่งอนาคต ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์
" ๔ โรคติดต่อ ๓ ภัยสุขภาพ ในช่วงฤดูหนาว"

‘องุ่น’ ผลไม้ลูกจิ๋วกับประโยชน์ที่ต่างกัน
ผลไม้ในประเทศไทยนั้น มีมากมายหลากหลายชนิด แต่ละชนิดให้รสชาติ และคุณประโยชน์ที่แตกต่างต่างกัน อย่างกล้วยน้ำว้า ที่มีประโยชน์ป้องกันโรคได้ตั้งแต่ดิบยันสุก "'กล้วยน้ำว้า'ผลไม้สารพัดประโยชน์ รักษาโรคตั้งแต่ดิบยันสุก


วันนี้ เรามีผลไม้ทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพอีกหนึ่งชนิดมานำเสนอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ ให้ผลดีกับร่างกายมากกว่ารูปร่างของมัน เจ้าผลไม้ชนิดที่ว่านั่นคือ องุ่น ผลไม้ลูกจิ๋วที่มีหลายสี ซึ่งแต่ละสีมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่แตกต่างกัน อยากรู้ว่าต่างยังไงตามมาอ่านกัน

องุ่นดำ : จากการศึกษาพบว่า องุ่นดำอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ไม่ต้องหาของกินเล่นอย่างอื่นมาทานเพิ่ม และให้แคลอรี่ต่ำ ทำให้การทำงานของลำไส้เป็นไปตามปกติ นอกจากนี้สารแอนติออกซิแดนท์ในองุ่นดำยังช่วยในการขับท็อกซินออกจากร่างกาย ซึ่งช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

องุ่นเขียว : องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ เช่น คาเตชิน (Catechin) และเทอร์ซอทิลบีน (Ptersotilbene) องุ่นเขียวจึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคของระบบประสาท โรคอัลไซเมอร์ และลูคีเมีย ตลอดจนป้องกันการติดเชื้อราและเชื้อไวรัสต่างๆ

องุ่นแดง : องุ่นแดงนั้นจัดเป็นราชินีแห่งผลไม้ทุกชนิด และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย เพราะสีแดงเข้มของผลองุ่นประกอบด้วย สารฟลาวโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารอาหารสำคัญ คือ เรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจ และช่วยชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังมีสารซาโปนิน (Saponin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านแบคทีเรีย ไวรัส สามารถป้องกันการเกิดเนื้องอก ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย

เทคนิคขี่จักรยานให้ปลอดภัย
จักรยานเป็นพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัจจุบันหลายหน่วยงานออกมาให้การสนับสนุนการขี่จักรยานทั้งเพื่อการสัญจร การท่องเที่ยว และการออกกำลังกายกันอย่างมาก สำหรับในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทั้ง 6 พื้นที่ของ อพท. ก็มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการให้นักท่องเที่ยวขี่จักรยานสัมผัสวิถีชีวิตและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในแหล่งท่องเที่ยวอย่างแท้จริงในแบบ Slow tourism ทั้งยังเป็นรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามแบบ Low Carbon Tourism ด้วย ดังนั้น การใช้จักรยานเพื่อการเดินท่องเที่ยวไปยังสถานที่หรือจุดท่องเที่ยวต่างๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นักท่องเที่ยวจะต้องขี่จักรยานไปบนท้องถนนร่วมกับรถยนต์ จักรยานยนต์และยานพาหนะชนิดอื่นๆ ดังนั้น อพท. จึงมีเทคนิคการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยมาฝาก

1.ล้อจักรยานมีพื้นที่หน้าตัดที่สัมผัสกับพื้นถนนน้อยจึงเกิดการลื่นไถลได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการขี่จักรยานไปบน แนวเส้นของสีทาพื้นถนนโดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำขังหรือหลังฝนตก

2.ข้อควรระวังเมื่อขี่จักรยานบนพื้นถนนคอนกรีตที่มักจะมีร่องปูนแนวยาวที่เป็นรอยต่อระหว่างแผ่นปูน รวมถึง ขอบฝาท่อระบายน้ำและรอยร้าวบนพื้นถนนที่เป็นแนวยาวหรือพื้นถนนต่างระดับเพราะล้อหน้าของจักรยานอาจตกลงไปในร่องทำให้เสียหลักล้มเทคนิคขี่จักรยานให้ปลอดภัย (ตอนที่ 1) thaihealthคว่ำและถูกรถที่ตามมาข้างหลังชนซ้ำได้

3.ควรขี่ชิดขอบทางโดยเว้นระยะห่างออกมาประมาณ 1 ช่วงแขน (30-70 เซนติเมตร) เพราะการขี่ชิดขอบทางเท้าจากการที่บันไดของจักรยานไปขูดหรือกระแทกกับขอบทางเท้าทำให้เสียหลักรถล้มได้เช่นกัน

4.จักรยานทั่วๆ ไปจะมีอุปกรณ์ห้ามล้อทั้งล้อหน้าและล้อหลัง สิ่งที่ผู้ขี่มือใหม่ต้องเรียนรู้ คือการบีบเบรกหน้าแรงเกินไปจะทำให้รถหยุดอย่างรวดเร็วจนเกินการหน้าคะมำ หรือเสียหลักลื่นล้มไถลไปข้างหน้า ในขณะการบีบเบรกหลังจะทำให้เกิดอาการท้ายปัดได้ วิธีที่เหมาะสมในการหยุดรถคือพยายามใช้เบรกทั้งสองข้างพร้อมๆกัน โดยกะสัดส่วนของแรงเบรกที่ล้อหน้าและล้อหลัง ไว้ที่ประมาณ 60/40 หรือ 70/30 ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวถนนและความลาดเทของพื้นถนน แต่คนโบราณมักจะบอกว่า ผู้ขี่มือใหม่ต้องมีประสบการณ์เสียหลักล้มเสียบ้าง 1-2 ครั้ง แล้วคราวต่อๆไปจึงจะสามารถกะแรงเบรกได้เอง แต่ทางแก้ที่ดีกว่า คือ ผู้ขี่ควรมีการทดสอบประสิทธิภาพในการห้ามล้อของจักรยานที่จะใช้เสียก่อนที่จะขี่จักรยานคันนั้นออกถนนใหญ่
‘นั่งทำงานนาน’ กระทบระบบเผาผลาญ

งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดเผยว่า การนั่งโดยไม่ขยับเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานๆ เสี่ยงต่อสุขภาพถึงขั้นชีวิต พร้อมแนะให้ลุกขึ้นเดินช่วงเวลางานอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน

‘นั่งทำงานนาน’ กระทบระบบเผาผลาญ thaihealth

หนังสือพิมพ์ อินดีเพนเด้นท์ ของอังกฤษ ได้รายงานผลงานวิจัยจากวารสารแพทยศาสตร์การกีฬาของอังกฤษ ซึ่งจัดทำโดย ทีมนักวิจัยจากอังกฤษ สหรัฐฯและออสเตรเลีย นำโดย ดร.จอห์น บัคลี่ย์ จากสถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชสเตอร์ของอังกฤษ ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานประจำในออฟฟิศที่สัมพันธ์กับสุขภาพ พบว่า ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศนั้น เกิดจากการนั่งนานเกินจำเป็น

โดยงานวิจัยให้รายละเอียดว่า การนั่งโดยไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นๆใด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยของร่างกายที่เกี่ยวกับระบบการเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ ซึ่งชาวอังกฤษส่วนใหญ่ใช้เวลามากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ต่อวันไปกับการนั่ง

งานวิจัยนี้ ได้ให้คำแนะนำว่า พนักงานควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการนั่งมาเป็นยืนหรือเดินเบาๆ ระหว่างเวลาทำงานอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือดีที่สุดคือ 4 ชั่วโมงสำหรับคนที่นั่งเก้าอี้ทำงานเป็นหลัก หรือปรับเปลี่ยนการทำงานที่สามารถทำได้ไม่ว่ายืนหรือนั่ง เช่น โต๊ะทำงานสำหรับยืน หรือนั่งบนลูกบอลโยคะซึ่งช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหลัก รวมถึงการควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญนายจ้างต้องเตือนพนักงานทุกคนถึงอันตรายจากการนั่งทำงานนานๆไม่ว่าในที่ทำงานหรือที่บ้าน

ทั้งนี้ โต๊ะทำงานแบบยืนกำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ถือว่าไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพราะทั้ง วิลสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินและนักประดิษฐ์เอกยุคเรเนซองต์ เบนจามิน แฟรงคลิน และเออร์เนส เฮมมิงเวย์ ต่างเคยทำงานด้วยโต๊ะแบบยืนกันมาแล้ว

 
ข้อดี-ข้อเสีย ของการออกกำลังกายแต่ละช่วงเวลา
 การออกกำลังกายคือกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย เป็นกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน แต่ว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่จะช่วยซับพอร์ตให้การออกกำลังกายของคุณได้ผลดีที่สุด วันนี้เรามารู้ข้อดี-ข้อเสียของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลากัน เพื่อให้คุณจัดสรรให้เข้ากับตารางชีวิตและได้ร่างกายที่ฟิตแอนเฟิร์ม

ข้อดี-ข้อเสีย ของการออกกำลังกายแต่ละช่วงเวลา thaihealth

ออกกำลังกาย-ช่วงเช้า

 ข้อดี

1.สม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วงเช้า ทำให้คุณสามารถกำหนดเวลาที่จะออกกำลังกายได้ง่ายกว่าช่วงอื่น มีโอกาสที่ถูกขัดจังหวะจากสิ่งอื่นๆ ได้น้อย เมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆ เช่น ถ้าคุณจะออกกำลังกายช่วงค่ำ โอกาสที่ตอนเย็นจะโดนเพื่อนร่วมงาน ชวนกึ่งบังคับให้ออกไปสังสรรค์ แล้วพลาดโอกาสในการออกกำลังกายในวันนั้นๆ มีมากขึ้น

2.เวลา การจัดสรรค์เวลาเพื่อออกกำลังกายในตอนเช้าก็ทำได้ง่าย เพียงแค่ปรับเวลาตื่นนอนให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

3.การเผาผลาญ การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน อันนี้มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น

4.ทำให้รู้สึกสดชื่น หลังจากออกกำลังกายอย่างถูกต้องในตอนเช้าแล้ว ร่างกายจะตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าไปอีกหลายชั่วโมง เป็นผลมาจากที่ร่างกายถูกกระตุ้นและระดับฮอร์โมนหลังการออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญต้องออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะบางคนออกกำลังกายมากไป หรือพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงเช้า อาจจะส่งผลในทางจตรงกันข้ามคือทำให้เพลียได้

5.อากาศ ในช่วงเช้ามลพิษในอากาศนั้นยังมีน้อยอยู่ เทียบกับช่วงอื่นๆ ร่างกายจะต้องการอากาศบริสุทธิ์อย่างมาก ทั้งในระหว่างการออกกำลังกาย และหลังกายออกกำลังกาย การสูดอากาศที่ดีกว่าเข้าไป ย่อมดีกว่าอากาศที่ปะปนมลพิษที่เพิ่มขึ้นในช่วงอื่นๆ

ข้อเสีย

1. อุณหภูมิร่างกาย ระดับอุณหภูมิในร่างกายจะมีช่วงที่ต่ำที่สุดในช่วง 1-3 ชั่วโมง ก่อนที่เราจะตื่น ทำให้ในตอนเช้าพลังงานในร่างกายและกระแสเลือดจะมีค่าต่ำ การไหลเวียนของกระแสเลือดก็น้อยกว่าในช่วงอื่นๆ

2. วอร์มอัพ ความเย็นในช่วงเช้า อาจส่งผลต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อระหว่างออกกำลังกายได้ ซึ่งคุณต้องอบอุ่นร่างกายให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย การยืดเส้นหรือทำการ stretching ก่อนออกกำลังกายจะช่วยได้มาก

ออกกำลังกาย-ช่วงเย็นถึงค่ำ

 ข้อดี

1. อุณหภูมิ คนส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิในร่างกายและระดับฮอร์โมนสูงสุดที่เวลาประมาณ หกโมงเย็น การออกกำลังกายในช่วง 3 ชม. ก่อนหรือหน้าช่วงเวลานั้น จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุด

2. กล้าม กล้ามเนื้อจะอบอุ่นและยืดหยุ่น พร้อมกับการออกกำลังกายเนื่องจากเรามีการเคลื่อนไหวมาตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกายจะดีที่สุด

3. ลดความอยาก การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการควบคุมความรู้สึก ช่วยให้คุณลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ดียิ่งขึ้น

4. ลดความเครียด การออกกำลังสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือปัญหาอื่นๆ ที่คุณพบเจอระหว่างวันได้เป็นอย่างดี นอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกาย ยังช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง อาจทำคุณลืมไปเลยว่าเคยเครียด 

ข้อเสีย

1. เวลา คุณอาจจะถูกรบกวนหรือถูกชักชวนให้ไขว้เขวได้ง่าย ทั้งงานที่คุณขนกลับมาทำที่บ้าน หรือนัดพิเศษที่คุณเลี่ยงมันไม่ได้ นั่นอาจทำให้ความตั้งใจที่จะออกกำลังกายของคุณหายวับไปทันที

2. ควรต้องพักประมาณหนึ่งถึงสามชั่วโมง หลังจากการออกกำลังกาย ก่อนที่จะเข้านอน เพราะหากออกกำลังกายแล้วจะนอนทันที ร่างกายอาจจะยังรู้สึกตื่นตัว และส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไม่สนิท ซึ่งก็จะมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย

เมื่อรู้ถึงข้อดีข้อเสียในแต่ละช่วงไปแล้ว คราวนี้มาเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมกับคุณ แล้วไปออกกำลังกายกัน

 

ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้า

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ตดี 4
 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพ 10200

ติดต่อสอบถาม โทร/โทรสาร 026223179

สถิติผู้เข้าชม